Tuesday, April 16, 2013

ข้อดี-ข้อเสียของมะหาด มีมั๊ย ? 
ธรรมชาติออกแบบให้มีความสมดุลกับโลก  เมื่อมีขาวก็ต้องมีดำ มีมืดก็ก็ต้องมีสว่าง   ดังนั้นคง ไม่มีอะไรที่เพอร์เฟคที่สุดในโลกมีเพียงด้านเดียวเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นคนหรือมะหาดก็เช่นเดียวกันก็ย่อมมีทั้งข้อดี และข้อเสียทั้งนั้น (เกี่ยวกันมั๊ย) เอาไม่ต้องเสียเวลาอ่านมากเริ่มกันเลยจ้า..

ข้อดีของมะหาด มีดังนี้
1. สามารถ นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มความขาวเป็นประโยชน์ในการผลิตเครื่อง สำอางได้  เช่น ครีมทาหน้าขาว ครีมทาฝ้า ทากระ ลบรอยดำ รวมไปถึงโลชั่นทาผิวขาว เป็นต้น
2. สามารถ นำแก่นมะหาด รับประทานแบบผงผสมกับน้ำอุ่น เพื่อถ่ายตัวพยาธิออกมา สามารถทานแก้อาการท้องผูก ท้องอืด ท้องเฟ้อได้หรือนำผงปวกหาดมาละลายกับน้ำ ทาแก้ผื่นคัน
3.  สามารถนำรากและเปลือกของมะหาด ใช้ลดอาการไข้ แก้กระษัยเส้นเอ็น  แก้พิษร้อน
4. ยับยั้งการทำงานของเอ็มไซม์ที่ทำให้ผมร่วงและกระตุ้นการงอกของเส้นผมด้วยมีการวิจัยจนได้รับการยอมรับแล้ว ดูได้จาก หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก (ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2552 หน้า 14)
5.  ลดต้นทุนในการนำเข้าสารตั้งต้นเพื่อความขาวมากขึ้น ไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
6.  ผู้ บริโภคหลายคน มีเงินเหลือในกระเป๋าเนื่องจากสินค้ามะหาดเป็นสมุนไพรไทย ดังนั้นก็จะได้สินค้าคุณภาพ ราคาประหยัด แต่ผลลัพธ์เทียบเท่าแบรนด์ดังๆ
7.  สินค้ามะหาด สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับคนไทยมากขึ้นรวมถึงวงการเครื่องสำอางค์อย่างเช่นผู้ผลิตด้วย

นับ ว่ามะหาด มีประโยชน์และข้อดีมากมายสำหรับคนที่มีผิวคล้ำ ดำ ผมร่วงหัวล้านหรือผมงอกเร็วข้อดีที่ว่านี้คงเป็นข่าวที่ดีสำหรับคนที่อยาก ขาวขึ้นพอสมควร


ข้อเสียของมะหาด มีดังนี้
1.มี การนำสารสกัดจากมะหาดมารักษาฝ้า เทียบกับการใช้ไฮโดรควิโนน รวมถึงพัฒนาแปรรูปเป็นเครื่องสำอางค์อื่นอีกมากมาย พบว่าการรักษาฝ้าได้ผลเทียบเท่ากับไฮโดรควิโนน แต่ผลข้างเคียงเยอะและเกิดการแพ้ได้ผลข้างเคียงที่พบจากการใช้ครีมมะหาดในการรักษาฝ้าคือ หน้าแดง เกิดผื่น ระคายเคือง ซึ่งพบเมื่อใช้ที่ความเข้มข้น 5%
2.ถึง แม้ว่าสารสกัดจากแก่นมะหาด จะสามารถใช้รักษาฝ้าได้เทียบเท่าไฮโดรควิโนน แต่ก็ยังไม่มีการวิจัยเรื่องการทำให้ผิวขาวและผลในระยะยาว
3.ทดลองใช้ครีมหรือโลชั่นมะหาดเพื่อทำให้ผิวขาว ไม่ควรใช้ที่ความเข้มข้นเกิน 5% เพราะเสี่ยงต่อผลข้างเคียงได้มากถ้า จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มะหาด ควรจะเลือกที่ระบุ % ไว้เท่านั้น เพราะมีผลข้างเคียงถ้าใช้ความเข้มข้นเกิน 5%สำหรับผลิตภัณฑ์ชนิดที่เป็นหัวเชื้อ น่าจะมีความเข้มข้นสูงมาก มีไว้สำหรับเป็นสารตั้งต้นในการผลิตเท่่านั้น ไม่ควรนำมาใช้โดยตรง
4.ต้นมะหาดคงต้องโดนตัดตอน นำแก่นมะหาดมาทำสมุนไพรมากขึ้น
5.ผลิตภัณฑ์ใด ๆ ก็ตามที่ได้รับการรับรองจาก อย. จะมีการระบุ % ของสารไว้เสมอ ถ้าไม่มีการระบุให้สงสัยไว้ก่อนว่าไม่ผ่านการรับรอง
 สรุปกันอีกครั้ง แม้มะหาดจะมีสารสำคัญที่ช่วยให้ผิวขาว คือ Oxyresveratrol โดยสาร Oxyresveratrol นี้ จะมีปริมาณต่างกันตามวิธีการสกัด ซึ่งถ้าแหล่งสกัดไม่มีความรู้เพียงพอหรือวัตถุดิบไม่เหมาะสม อาจได้ปริมาณสารสำคัญเพียงน้อยนิดและไม่ให้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร ดังนั้นการเลือกใช้สารสกัดจากแก่นมะหาดหรือเครื่องสำอางที่ผสมสารสกัดจาก แก่นมะหาดจะต้องเลือกจากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ สามารถแสดงวิธีการสกัด ความเข้มข้นของสารและใบรับรองความปลอดภัยได้ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการ รับรองจากองค์การอาหารและยาและมีฉลากที่ถูกต้องเท่านั้น รวมถึงไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ ที่มีส่วนผสมของสารปรอทซึ่งอาจเกิดอันตรายได้ 
ดังนั้น หากพบผลิตภัณฑ์ชนิดไม่มีการพิมพ์เลขที่จดแจ้งลงบนบรรจุภัณฑ์หรือขวดผลิตภัณฑ์ให้เข้าใจได้เลยว่า ผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้นไม่ได้ผ่านการตรวจสอบจาก อย. อย่างแน่นอน อย่าลงเชื่อคำโฆษณา ว่าสินค้ามี อย. หากได้รับรองจาก อย. จริงก็ต้องพิมพ์ฉลากลงบนขวดให้ถูกต้องตามหลัก


มะหาดคืออะไร


มะหาด มีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Artocarpus lakoocha Roxb. ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นที่สามารถพบได้โดยทั่วไปในประเทศไทย ปกติแล้ว เรามักใช้เปลือก ราก และแก่น มาต้มดื่มหรือบดเป็นผงชง เพื่อลดไข้ ถ่ายพยาธิ ถอนพิษร้อน ส่วนที่เราใช้มาผสมในเครื่องสำอาง คือ สารสกัดจาก “แก่น” ค่ะ โดยมีการศึกษาวิจัยพบว่าสารธรรมชาติในกลุ่มสติลบีน (stilbene) หลายชนิดมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส หนึ่งในสารกลุ่มนี้คือ ออกซิเรสเวอราทรอล (oxyresveratrol หรือ trans-2,4,3,5- tetrahydroxystilbene ) ที่สกัดจากแก่นของมะหาด ยับยั้งการเกิดของเอนไซม์ไทโรซิเนสได้มากถึง 10 เท่า (กิตติศักดิ์ ลิขิตวิทยาวุฒิ และคณะ แห่งคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) จากการทดลองในสัตว์และมนุษย์ในระยะสั้นพบว่า สามารถทำให้ผิวขาวได้มากขึ้น
ราย ละเอียดของการทดลองคือ ผลการทดลองพบว่าครีมมะหาดมีประสิทธิภาพในการลดความเข้มของสีผิวในหนูตะเภา ต่อมาได้ทำการศึกษาในอาสาสมัครจำนวน 4 คน โดยทาสารสกัดจากแก่นมะหาดที่แขนวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ และทำการวัดค่าความเข้มของสีผิวด้วยเครื่อง Mexameter พบว่าแขนที่ทาด้วยสารสกัดจากแก่นมะหาดมีแนวโน้มให้ค่าความเข้มของสีผิวลดลง โดยไม่มีอาการแพ้หรือระคายเคือง ในที่สุดผู้วิจัยได้ศึกษาในอาสาสมัครจำนวนมากขึ้น คือ 60 คน ในระยะเวลา 12 สัปดาห์ โดยแบ่งอาสาสมัครออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 20 คน เป็นเพศหญิง อายุ 20–48 ปี มีสภาพผิวหนังปกติ จากการทาสารสกัดที่ต้นแขนของอาสาสมัครวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น เปรียบเทียบกับอาสาสมัครที่ทาด้วยสารสกัดจากชะเอมและกรดโคจิก ผลการทดลองพบว่ากลุ่มอาสาสมัครที่ทาด้วยสารสกัดจากมะหาด จะมีผิวขาวขึ้นเรื่อยๆ ความขาวของสีผิวจะเห็นผลในระยะเวลาเพียง 4 สัปดาห์ และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างมีนัยสำคัญตามระยะเวลาที่ทำการทดลอง นอกจากนี้ ยังไม่พบอาการแพ้หรือระคายเคืองผิวแต่อย่างใด ในขณะที่กรดโคจิกให้ผลในการทำให้ผิวขาวในระยะเวลาที่นานกว่า 8 สัปดาห์จาก การวิจัยนี้  พบว่าหากใช้ที่ความเข้มข้นสูงเกินไป อาจมีผลในการทำลายเซลล์เม็ดสีผิว และทำลายเซลล์ผิวได้ค่ะ ความเข้มข้นทั่วไปจึงไม่ควรเกิน 5% ซึ่งเราก็คงต้องต้องรอดูระยะยาว ว่าจะมีผลเสียต่อผิวหรือไม่อย่างไร ซึ่งอะไรที่มากเกินไปย่อมส่งผลเสียอยู่แล้วจิงไหมค่ะ เพราะฉะนั้นสาวๆ อย่าหน้ามืดตามัว ใช้กันไม่ระวังนะค่ะนอก จากนั้น ศูนย์ผิวหนัง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร ศึกษาการใช้สารสกัด 5% oxyresveratrol จากสมุนไพรแก่นมะหาดในการรักษาฝ้า ได้ผลดีไม่แตกต่างจากยาทา 2% Hydroquinone (ยาทาฝ้าชนิดออกฤทธิ์แรงที่จ่ายโดยแพทย์ผิวหนังเท่านั้น) และพบผลข้างเคียงเล็กน้อย 

มะหาดเป็นยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ ลำต้นตั้งตรง ความสูง 15 - 20 เมตร เปลือกสีน้ำตาลไหม้เป็นลายแตกละเอียด มีส่วนยอดเป็นพุ่มหนาและทึบใบไม้ เป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ขนาดวงรีจนถึงรูปไข่ กว้าง 5 - 20 เซนติเมตร ยาว 10 - 30 เซนติเมตร ที่ขอบใบมีริวขึ้นโดยรอบ มีขนขึ้นทั้ง 2 ด้านของใบดอกจะออกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน และกลายเป็นผลในเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤกษภาคม ลักษณะดอกจะมีสีขาวอมเหลืองมีขนาดเล็กผลมีสีเขียว เมื่อสุกจะมีสีเหลือง รัศมีจากจุดศูนย์กลางยาว 2.5 - 5 เซนติเมตร รูปร่างกลมแป้นใหญ่ มีทรงบิ้วเบี้ยวเป็นบางลูก เปลือกนอกผิวขรุขระ เนื้อผลค่อนข้างนุ่ม แต่ละผลมีเมล็ด 1 เมล็ด รูปทรงรี

วิธีทาครีมบนผิวหนังที่ถูกต้อง ที่หลายคนยังไม่รู้




1. ก่อนทาครีมบนผิวควรซับผิวให้แห้ง เพราะน้ำที่อยู่บนผิวจะเจือจางความเข้มข้นของครีม

2. การทาครีม ส่วนใหญ่จะใช้ปลายนิ้วเพื่อแตะครีมแล้วมาทาบนผิว ไม่จำเป็นต้องใช้ไม้พันสำลีในการทาครีม

3. ปริมาณครีมทาบนผิวหนังที่เหมาะสมคือ การใช้ครีมปริมาณที่น้อยที่สุดที่สามารถครอบคลุมพื้นที่ที่ต้องการทา

4. เวลาทาครีมให้ลูบเบา ๆ จนเนื้อครีมทั้งหมดซึมเข้าผิว ไม่จำเป็นต้องถูไปมานาน ๆ หรือแรง ๆ

5. การโปะครีมปริมาณมากแล้วเหลือบนผิวเหมือนหน้าขนมเค้ก เป็นวิธีทาที่ไม่ถูกต้อง เพราะเปลืองและไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพของครีม แถมยังดูไม่สวยอีก

6. เวลาทาครีม อย่าถูไถผิวรุนแรง เพราะอาจทำให้ผิวอักเสบหรือเกิดสิวหินที่เห็นเป็นเม็ดขาวเล็ก ๆ บนผิว

7. การทาครีมหลายๆชนิดทับกันในคราวเดียวกั นควรรอสัก 1-2 นาที ให้ครีมตัวแรกแห้งสนิทก่อนทาอีกตัวทับ

8. การทาครีมบริเวณที่ผิวอ่อนเช่นรอบดวงตา, ซอกพับ, ขาหนีบ, อวัยวะเพศ ควรใช้ครีมปริมาณน้อยเพราะเกิดการระคายเคืองง่าย

9. ควรหลีกเลี่ยงการสครับและถูกผิวแรง ๆ เพราะอาจทำให้ผิวอักเสบ, สิวหินและรอยคล้ำได้

10. การทาครีมหลังอาบน้ำเสร็จใหม่ ๆ จะทำให้ครีมซึมลงผิวได้มากกว่าผิวปกติ

11. เมื่อทาครีมแล้วเกิดอาการผื่นบวมแดงและคัน แสดงว่าอาจแพ้ครีม ให้ล้างออกด้วยการฟอกสบู่อ่อนแล้วล้างน้ำและไปพบแพทย์ถ้าไม่ดีขึ้น

รวบรวมจาก Twitter ของ ศ. นพ.วรพงษ์ มนัสเกียรติ @DrWoraphong
มะหาดคืออะไร ? ครีมมะหาดได้ผลหรือไม่ ?

ตอน นี้ โลชั่นหรือครีมมะหาดฮิตมาก หลายคนใช้แล้วได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง อาจมีบางคนสงสัยว่า ตกลงมะหากคืออะไรกันแน่ หาคำตอบได้จากที่นี่ครับ


1. มะหาดเป็นไม้ยืนต้นพบในประเทศไทย และประเทศอื่น ๆ ในแถบเอเชียใต้ รายละเอียดเกี่ยวกับมะหาดโดยทั่วไปหาอ่านได้ที่นี่ http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%94
2. ต้นมะหาดที่นำมาใช้ประโยชน์เพื่อการรักษาทางการแพทย์แผนไทยหรือเป็นสมุนไพร นั้น จะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 5 ปี โดยใช้แก่น ราก หรือเปลือกได้

3. คนไทยโบราณใช้เปลือกมะหาดเพื่อลดอาการไข้ ใช้รากมะหาดในการขับถ่ายพยาธิ และกินแก่นมะหาดเพื่อลดอาการท้องผูก ท้องอืด หรือท้องเฟ้อ

4. แก่นมะหาดยังใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคทางผิวหนัง เช่น อาการผด ผื่น คัน ได้อีกด้วย

5. มีการศึกษาวิจัยว่า สารสกัดจากแก่นมะหาด ชื่อ oxyresveratrol สามารถยับยั้งการสร้างเม็ดสีได้ในหลอดทดลอง จึงมีคนพูดถึงการใช้มะหาดทำให้ผิวขาว

6. แต่งานวิจัยทางการแพทย์ที่มีการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ ซึ่งอ้างอิงได้ในขณะนี้ มีเพียงเรื่องการใช้สารสกัดจากแก่นมะหาดในการรักษาเริมในหนู

7. เนื้อหาของงานวิจัยที่มีอาจารย์จากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ ใช้สารสกัดจากแก่นมะหาดรักษาเริมในหนู อ่านได้ที่นี่ http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/21669230

8. มี website ขายผลิตภัณฑ์มะหาด อ้างงานวิจัยในคนที่ได้ผลว่าทำให้ผิวขาวขึ้น แต่ค้นฐานข้อมูลทางการแพทย์แล้ว ไม่พบว่ามีงานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์

9. มาพูดถึงงานวิจัยเกี่ยวกับมะหาดที่หมอทราบแน่ว่ามี ที่คณะแพทย์ มศว. ประสานมิตร ซึ่งหมอเพิ่งได้คุยกับอาจารย์ที่คุมงานวิจัยนี้เมื่อ 3 วันก่อน

10. มีการนำสารสกัดจากมะหาดมารักษาฝ้า เทียบกับการใช้ไฮโดรควิโนน พบว่ารักษาฝ้าได้ผลเทียบเท่ากับไฮโดรควิโนน แต่ผลข้างเคียงเยอะและเกิดการแพ้ได้

11. ผลข้างเคียงที่พบจากการใช้ครีมมะหาดในการรักษาฝ้าคือ หน้าแดง เกิดผื่น ระคายเคือง ซึ่งพบเมื่อใช้ที่ความเข้มข้น 5%

12. ถึงแม้ว่าสารสกัดจากแก่นมะหาด จะสามารถใช้รักษาฝ้าได้เทียบเท่าไฮโดรควิโนน แต่ก็ยังไม่มีการวิจัยเรื่องการทำให้ผิวขาวและผลในระยะยาว

13. โดยส่วนตัวคิดว่า ถ้าใครต้องการทดลองใช้ครีมหรือโลชั่นมะหาดเพื่อทำให้ผิวขาว ไม่ควรใช้ที่ความเข้มข้นเกิน 5% เพราะเสี่ยงต่อผลข้างเคียงได้มาก

14. ถ้าจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มะหาด ควรจะเลือกที่ระบุ % ไว้เท่านั้น เพราะมีผลข้างเคียงถ้าใช้ความเข้มข้นเกิน 5%

15. สำหรับผลิตภัณฑ์ชนิดที่เป็นหัวเชื้อ น่าจะมีความเข้มข้นสูงมาก มีไว้สำหรับเป็นสารตั้งต้นในการผลิตเท่่านั้น ไม่ควรนำมาใช้โดยตรง

16. ผลิตภัณฑ์ใด ๆ ก็ตามที่ได้รับการรับรองจาก อย. จะมีการระบุ % ของสารไว้เสมอ ถ้าไม่มีการระบุ ให้สงสัยไว้ก่อนว่าไม่ผ่านการรับรอง

รวบรวมจาก Twitter ของ ผศ. พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา @DrRungsima
มะหาด

ชื่อพื้นเมือง
กะหาด
ชื่ออื่น ๆ 
กาแย ตาแป ตาแปง มะหาด มะหาดใบใหญ่ หาด
ชื่อวิทยาศาสตร์
Artocarpus lacucha Roxb.
วงศ์ MORACEAE
ลักษณะ
ไม้ยืนต้นขนาดกลางหรือขนาดใหญ่สูงประมาณ 15 เมตร  เปลือกนอกสีเทาปนน้ำตาล แตกเป็นสะเก็ดเล็ก ใบเป็นใบเดี่ยว แผ่นใบสาก ขนาดใบใหญ่  ใบรูปมนแกมรูปขอบขนาน  ดอกออกเป็นช่อ ช่อดอกตัวผู้กับดอกตัวเมียแยกจากกัน ผลกลมแป้น  ขรุขระ ขนาดใหญ่ ผลแก่สีส้ม ผิวนุ่ม ผลสุกสีน้ำตาลเหลือง
ประโยชน์
ผลสุกรับประทานได้  เปลือกกินกับหมาก

นอกจากดอกไม้แล้ว ผลไม้หน้าตาแปลกที่ไม่เคยเห็นก็มีค่ะ ใครรู้จักบ้างค่ะ(ได้ชื่อแล้วนะค่ะตาเชยจากห้องต้นไม้บอกว่า คือ ลูกมะหาดยักษ์ตัวผู้(ลูกที่ไม่สมบูรณ์เพศ-ไม่ได้รับการผสมเกสร) ขอบคุณตาเชย)




ผิวขาวเลือกได้ สารสกัดจากแก่นมะหาดหรือกลูต้าไธโอน

ผิวขาวเลือกได้ สารสกัดจากแก่นมะหาดหรือกลูต้าไธโอน

มารู้จัก กลูตาไธโอน กับ สารสกัดจากแก่นมะหาด ก่อนนะคะ

กลูตาไธโอน

ก่อนอื่น เรามารู้จัก กลูตาไธโอน ก่อนนะคะ ว่าเค้ามีหน้าที่อะไร ทำงานอย่างไร แล้วช่วยให้คุณผิวขาวขึ้นได้อย่างไร และจะมีอันตราย หรือผลข้างเคียงต่อผิวของเราหรือไม่
กลูตาไธโอน เป็นสารเคมีที่พบได้ทั่วไปภายในเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกายของเรา ซึ่งถูกสร้างขึ้นเอง โดยธรรมชาติ เพื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับกระบวนการต่างๆในร่างกายของคนเรา  4 ประการ นั่นคือ
  1. กระบวนการกำจัดสารพิษจากภายนอกร่างกายหรือของเสียต่างๆในร่างกายเอง
  2. กระบวนการการควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์
  3. กระบวนการรักษาสมดุลของระดับไทออล (thiol status)
  4. กระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระ
ดังนั้น กลูตาไธโอนจึงเป็นสารที่มีความสำคัญต่อร่างกายอย่างยิ่ง และถ้าหากเซลล์ในร่างกายของเรามีปริมาณกลูตาไธโอนต่ำลง จะทำให้เซลล์และอวัยวะต่างๆ ทำงานผิดปกติ ทำให้เกิดพยาธิสภาพและโรคต่างๆขึ้นมากมาย แต่วันนี้ เราจะพูดถึงกลูตาไธโอน เฉพาะในส่วนที่มีผลช่วยให้ผิวขาวขึ้นเท่านั้น
กลูตาไธโอน ทำให้ผิวเราขาวขึ้นได้ เพราะ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างเมลานิน (Melanin) ซึ่งเป็นสาเหตุของความเข้มของสีผิว เช่น การยับยั้งการทำงานของเอมไซม์ไทโรสิเนส (tyrosinase)    ซึ่งมีหน้าที่ในกาผลิตเมลานิน และทำให้ผิวมีสีคล้ำ เพื่อให้เข้าใจง่ายๆนะคะ คือ ถ้าร่างกายเรามี กลูตาไธโอน มาก ก็ยับยั้งการทำงานของเอมไซม์ไทโรสิเนส มาก มีผลทำให้ผิวเราคล้ำน้อย หรือขาวมาก นั่นเอง
นั่นหมายความว่า การรับประทานหรือการได้รับกลูตาไธโอน โดยวิธีต่างๆ ย่อมมีผล ช่วยทำให้ผิวขึ้นได้ แต่อาจต้องระวังนะคะ แม้ว่ากลูตาไธโอน จะเป็นสารที่มีอยู่ในร่างกายอยู่แล้ว การนำเข้าสู่ร่างกายจึงเชื่อกันว่า มีความปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียง เช่น การรับประทานกลูตาไธโอน อาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น ท้องอึด แต่การฉีดสาร ซึ่งเป็นสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก เข้าสู่ร่างกาย อาจสส่งผลให้เกิด anaphylaxis และเสียชีวิตได้

สารสกัดจากแก่นมะหาด

แก่นมะหาด

สารสกัดจากแก่นมะหาด หรือที่เรียกว่า ปวกหาด  ได้จาก การนำ  ( ในตำรายาไทย แก่นของมะหาด จะใช้ชื่อทางยาว่า โป่งหาด )ไป ต้ม เคี่ยวด้วยน้ำไปนานจนเกิดฟองขึ้น แล้วช้อนฟองขึ้นมาตากแห้ง จะได้ผงสีเหลือง นำมาบดให้เป็นผงละเอียด ก็จะได้ปวกหาด ซึ่ง ได้มีการศึกษา วิจัย และพบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส เช่นเดียวกับ กลูตาไธโอน จากการทดลองในสัตว์และมนุษย์ในระยะสั้นพบว่า สารสกัดจากแก่นมะหาด สามารถยับยั้งการเกิดของเอนไซม์ไทโรซิเนสได้มากถึง ๑๐ เท่า ทำให้ผิวขาวได้มากขึ้นและเร็วกว่าสารสกัดจากชะเอมที่ใช้ในเครื่องสำอางโดย ทั่วไปและไม่เกิด ผลกระทบต่อผิวหนัง ราคาก็ถูกมากเมื่อเทียบกับกลูตาไธโอน
ถึงตรงนี้แล้ว คิดว่าเราคงพอได้ความรู้ เพิ่มขึ้น เข้าใจการทำงานของทั้งกลูตาไธโอน และ สารสกัดจากแก่นมะหาด แล้วว่าสามารถช่วยให้ผิวเราขาวขึ้นจริง ก็มาถึงเวลาเลือกใช้กันแล้ว จะเลือกใช้ตัวไหนดีน๊าาา
 
พบสารสกัดจากแก่นมะหาดมีฤทธิ์ยับยั้ง “เอนไซม์ไทโรซิเนส” ทำให้ผิวขาว
แก่นมะหาด
ไทโรซิเนส เป็นเอนไซม์ที่พบ ในสิ่งมีชีวิต หลายชนิด ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เอนไซม์นี้ มีหน้าที่ สร้างเม็ดสี ให้ผิวหนัง ผม และ ตา ในพืชผักผลไม้ ไทโรซิเนส เกี่ยวข้องกับกระบวนการเกิดสีหมองคล้ำ เมื่อถูกกระแทก หรือขีดข่วน ใน แมลง เอนไซม์ชนิดนี้ เป็นสิ่งจำเป็น สำหรับการเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อน การวิจัย เพื่อหาสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส จึงอาจนำไปสู่ การค้นพบ สารที่มีฤทธิ์ชีวภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์หลายชนิด เช่น นำสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส ไปพัฒนาเป็นสารช่วยให้ผิวขาว เป็นสารปกป้องการหมองคล้ำของอาหารประเภท พืช ผัก ผลไม้ หรือเป็นสารที่ใช้ควบคุมการเจริญของแมลง
สารที่มีคุณสมบัติลดสีผิว  และช่วยทำให้ผิวขาว มีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับกลไกการออกฤทธิ์ ทั้งนี้ สารที่ทำให้เกิดผิวขาว ที่นิยมใช้มากที่สุด คือ สารขจัดสีผิว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สารที่ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรสิเนส ซึ่งทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยา ตั้งต้นของกระบวนการสังเคราะห์เม็ดสีเมลานิน สารเหล่านี้ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ทำให้ผลิตภัณฑ์มีราคาแพง

แก่นมะหาดสับ

รศ.ดร.กิตติศักดิ์ ลิขิตวิทยาวุฒิ อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชเวท คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ ได้ศึกษาวิจัยสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส โดยพบว่า สารธรรมชาติในกลุ่มสติลบีนหลายชนิดมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส สารดังกล่าวมีทั้งที่ได้จากธรรมชาติและจากการสังเคราะห์ และพบว่า สารออกซิเรสเวอราทรอล ที่สกัดจากแก่นของมะหาด ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นที่สามารถพบได้โดยทั่วไปในประเทศไทย สามารถยับยั้งการเกิดของเอนไซม์ไทโรซิเนสได้มากถึง ๑๐ เท่า จาก การทดลองในสัตว์และมนุษย์ในระยะสั้นพบว่า สามารถทำให้ผิวขาวได้มากขึ้นและเร็วกว่าสารสกัดจากชะเอมที่ใช้ในเครื่อง สำอางโดยทั่วไปและไม่เกิด ผลกระทบต่อผิวหนัง ซึ่งในตำรายาไทยแก่นของมะหาดจะใช้ชื่อทางยาว่า โป่งหาด มีสรรพคุณในการถ่ายพยาธิ ขณะนี้การผลิตสารออกซิเรสเวอราทรอลในเชิงพาณิชย์ยังไม่สามารถทำได้เนื่องจาก อาจมีกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะต้องตัดต้นมะหาดเพื่อนำแก่นของต้นมาสกัดสารดังกล่าว
รศ.ดร.กิตติศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์บำรุงผิวใช้สารที่ออกฤทธิ์ทำให้ผิวขาวมีหลายชนิด เช่น สารสกัดจากชะเอม สารสกัดจากเชื้อรา ซึ่งที่ผ่านมายังอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย และมีกลไกในการออกฤทธิ์ต่างกันข้อควรระวังในการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวคือ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาและมีฉลากที่ถูกต้อง รวมถึงไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารปรอทซึ่งอาจเกิดอันตราย
ปัจจุบันการศึกษาวิจัยสารสกัดจากแก่นมะหาดอยู่ในขั้นตอนการทดลองพัฒนา ตลอดจนศึกษาถึงประสิทธิภาพและความคงตัวเมื่ออยู่ในสูตรตำรับต่างๆ เปอร์เซ็นต์ความเข้มข้นสารสกัดจากแก่นมะหาดที่เหมาะสมสำหรับใช้ในผลิตภัณฑ์ รวมถึงวิธีการสกัดสารจากแก่นมะหาดให้มีความบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น

อ้างอิงจาก : ข่าวประชาสัมพันธ์ ส่วนส่งเสริมและพัฒนาวิจัย สำนักบริหารวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย